นักเล่นหุ้นประเภทนักลงทุน (Investor)

นักลงทุน

นักเล่นหุ้นทั้งหลาย ถูกจัดไว้เป็น 2 ประเภท คือ นักลงทุน (Investor) ประเภทหนึ่ง และ นักเก็งกำไร (Speculator) อีกประเภทหนึ่ง นักปั่นหุ้น (Manipulator) ไม่นับ เพราะไม่มี ใครยอมรับว่าตัวเองเป็น

คำจำกัดความง่ายๆ ของ นักลงทุน คือ..

  • ผู้ที่ซื้อหุ้นเก็บไว้นานๆ นานเพียงพอที่เขาจะได้รับเงินปันผลที่บริษัทจะจ่ายให้ซึ่งปรกติปีละครั้ง บางบริษัทปีละ 2 ครั้ง บางบริษัทและบางปีอาจมีเงินปันผลพิเศษ แถมเป็นปีละ 3-4 ครั้งก็ได้ ผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับวัดกันในรูป เงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield)
  • ส่วนนักเก็งกำไร จำกัดความง่ายๆได้ว่า คือผู้ที่ซื้อหุ้นมาแล้วก็ขายหุ้นออกไปบ่อย ๆ หวังผลกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น ซึ่งบางครั้งก็ขาดทุน ผลตอบแทนที่นักเก็งกำไรได้รับวัดกันในรูป กำไรส่วนทุน (Capital Gain)

นักเก็งกำไรมีเทคนิคอย่างไรในการเล่นหุ้น จะว่ากันในคราวต่อ ๆ ไปให้อ่านกันอย่างจุใจแน่ ๆ แต่บทนี้ขอเจาะลงไปเฉพาะวิธีการของนักลงทุนก่อน

 

นักลงทุนเขาดูอะไรกันบ้าง ?

ว่ากันตามทฤษฎี นักลงทุน จะเป็นนักวิชาการจ๋า ที่ชื้อหุ้นขายหุ้นโดยวิเคราะห์ตามหลักการลงทุนพื้นฐาน (Fundamental Ana lysis) ซึ่งว่ากันตามทฤษฎีอีกว่า การวิเคราะห์แบบนี้ จะดูเฉพาะเจาะจงไปที่ตัวหุ้น ตัวบริษัทว่าเป็นอย่างไร

ก็เมื่อนักลงทุนต้องการเงินปันผล เป็นการตอบแทนจากเงินที่ลงไป ก็ต้องดู ต้องเลือกซื้อหุ้นของบริษัทที่จ่ายเงินปันผลสูงๆเป็นเกณฑ์ บริษัทจะจ่ายเงินปันผลได้มาก ๆ ก็ต้องมาจากปัจจัยหลายอย่าง

ประการแรก ดูความสามารถในการทำกำไรของบริษัท

ถ้าบริษัทไหนสามารถทำกำไรได้สูง ก็จะมีเงินไปจ่ายให้กับผู้ถือหุ้น (ผู้ซื้อหุ้น) ได้ในอัตราที่สูง

บริษัทจะทำกำไรได้มากน้อยแค่ไหน ดูได้จากงบการเงินในอดีต ที่ผ่านมา ใครที่เป็นนักวิเคราะหงบการเงินที่เชี่ยวชาญ ดูปุ๊บรู้ปั๊บ ยิ่ง ถ้าดูงบการเงินย้อนไปอดีตหลาย ๆ ปี จะยิ่งเห็นถึงความสามารถในการทำกำไรของบริษัทนั้นได้ชัดเจนขึ้น

จะไม่บอกล่ะว่าจะเป็นนักวิเคราะห์งบการเงินที่เก่งกล้าได้อย่างไร เขาเรียนกันเป็นปี ๆ เขียนกันแค่หน้าสองหน้า เล่าให้ฟังไม่เสร็จแน่ เดี๋ยวด็อกเตอร์ที่ร่ำเรียนกันมาจะหากินกันไม่ได้ไปหมด

เอาแค่ว่าต้องดูงบการเงิน งบกำไรขาดทุนให้เป็น เพื่อดูว่าปีที่ผ่าน ๆ มาบริษัทได้กำไรแค่ไหน มากหรือน้อย

ประการที่สอง ดูจำนวนทุนจดทะเบียนที่มีอยู่ว่าเป็นอย่างไร

ลำพังดูแต่กำไรว่าทำไต้แค่ไหนเท่านั้นยังไม่พอ เช่น บริษัท A ทำกำไร ปีก่อนได้พันล้านบาท แต่บริษัท A มีทุนจดทะเบียนถึงห้าร้อยล้านบาท ซึ่งมีกำไรแค่ 2 บาทต่อหุ้น จะสู้บริษัท B ที่แม้ทำกำไรได้แค่สิบล้านบาท แต่มีทุนจดทะเบียน ล้านบาทไม่ได้ เพราะบริษัท B จะมีกำไรต่อหุ้น ถึง 10 บาท

กำไรต่อหุ้น คนในวงการหุ้นรู้จักกันในรูปตัวย่อว่า EPS (Earning Per Share) บริษัทไหน (ดูจากอดีต) ถ้ามี EPS สูงกว่าบริษัท นั้น น่าสนใจลงทุนมาทกว่าบริษัททีมี EPS ต่ำกว่า

ประการที่สาม ดูนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัท

เพราะ บริษัทบางแหงได้กำไรมหาศาล เทียบกับทุนจดทะเบียนอาจมี EPS สูงถึง 100บาทต่อหุ้น แต่ถ้าบริษัทนั้นมีนโยบายจ่ายปันผลคงที่แค่ 20 บาทต่อหุ้น บริษัทนั้นจะไม่น่าสนใจลงทุนเท่ากับอีกบริษัทหนึ่งที่มี EPS ต่ำกว่า เช่น 60 บาทต่อหุ้น แต่มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลสูง เช่น 75% ของ EPS ซึ่งก็จะได้เงินปันผลถึง 45 บาทต่อหุ้น อัตราส่วน การจ่ายเงินปันผลเทียบกับกำไร เรียกกันเป็นภาษาทางการว่า Pay out Ratio

อัตราส่วนการจ่ายเงินปันผลเทียบกับกำไรนี้ บางบริษัทได้ประกาศ ไว้แน่นอน บางบริษัทก็ไม่เคยกำหนดไว้ อาจดูจากงบการเงินในอดีต ดูได้ว่า ควรมีอัตราประมาณแค่ไหน แล้วใช้เป็นฐานในการคำนวณอนาคต

ประการที่สี่ ดูสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจ

และการฟ้องในปัจจุบัน และคาดหมายอนาคตไว้ด้วย เพราะตัวเลขความสามารถในการทำกำไร, กำไรต่อหุ้น และเงินปันผลที่บริษัทเคยจ่าย ล้วนเป็นตัวเลขที่เกิดขึ้น แล้วในอดีต บริษัทที่เก่งมากในอดีต อาจไม่เก่งในปีนี้ หรือปีหน้าก็ได้ ดังนั้น ต้องดูตัวเลขปัจจุบันและคาดการณ์อนาคตประกอบ จึงจะ แน่ใจว่าลงเงินไปแล้วจะมีโอกาสได้ผลตอบแทนคุ้มตามที่คาดหมายไว้ พูดถึงตัวเลขปัจจุบันของบริษัท ถ้าไม่ใช่คนวงในของบริษัท นั้น ๆ เอง รับรองได้ว่าไม่มีทางรู้ ก็จะรู้ได้อย่างไร ถ้าคนวงในไม่บอกออกมา

ตลาดหุ้นเป็นสถาบันที่ต้องทำหน้าที่เค้นข้อมูลตัวเลขที่แท้จริง และทันสมัย ให้ออกมาจากบริษัทต่างๆให้ได้ เพื่อจะได้ประกาศให้ใครต่อใครรู้กันโดยถ้วนทั่ว ไม่งั้นต้องมีการได้เปรียบเสียเปรียบกัน อย่างไม่ต้องสงสัย ตามเล่ห์ของคนวงใน

เมื่อตลาดหุ้นประกาศข่าว แจ้งข้อมูลสรุปงบการเงินให้แล้ว นักเล่นหุ้นแบบนักลงทุนต้องหมั่นติดตามอย่างใกล้ชิด แล้วเอาตัวเลข มาเข้าสูตรคำนวณไว้ จะได้วิเคราะห์ราคาได้ใกล้เคียงขึ้น

ตัวเลขปัจจุบันเท่านั้นก็ยังไม่พอ!! ถ้าจะให้แม่นยำจริงต้องคาด เดาตัวเลขอนาคตไว้ด้วย

ตัวเลขของการประกอบการของบริษัทใน อนาคตจะขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ร้อยแปดอย่าง ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ภาวะเศรษฐกิจของเราเอง อัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ ภาวะการเมือง ภาวะดินฟ้าอากาศ การแทรกแซงของภาครัฐ แม้กระทั่งการประเมินความสามารถของผู้บริหารบริษัทก็ใช่ ที่ฟังดูแล้วล้วนแต่ไม่มีความแน่นอนทั้งสิ้น จะอย่างไรก็แล้วแต่ก็ต้องลองเดาดูไว้อยู่ดี ใครเก่งกว่า กันก็เดาได้แม่นยำกว่าว่างั้นเถอะ

ประการสุดท้าย ตัวเลขที่คำนวณได้ต้องถูกแปลงเป็นราคาปัจจุบัน ที่จะลงทุน

เช่น เมื่อนักลงทุนดำเนินการวิเคราะห์วิจัยตัวเลขออกมา สมมุติได้ บริษัท A จะมีกำไรในปีนี้ (ซึ่งยังไม่ถึง) 100 บาท บริษัท A มีตัวเลขในอดีตที่จ่ายเงินปันผลเฉลี่ย 50%ของกำไร จะคาดหมาย เงินปันผลที่บริษัทจะจ่ายเท่ากับ50บาทต่อหุ้น ถ้าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ธนาคารพาณิชย์เท่ากับ 5%ต่อปี คิดอย่างง่ายๆได้ว่า หุ้นของ บริษัท A ควรมีราคา 1,000 บาทต่อหุ้น เพราะจะให้ผลตอบแทนจาก การซื้อหุ้น 5% ต่อปี เท่ากับฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์พอดี

เมื่อเป็นดังนี้ ถ้าหุ้นของบริษัท A มีราคาซื้อขายกันต่ำกว่า 1,000 บาท นักเล่นหุ้นแบบนักลงทุนต้องซื้อหุ้นนี้ไว้ แต่ถ้าหุ้น A มีราคาสูง กว่า 1,000 บาท เขาก็จะไม่ซื้อ

เล่นหุ้นแบบ นักลงทุน เล่นง่าย…แต่คำนวนยาก อาจนั่งเก็บตัวเลข ทำการวิเคราะห์เป็นแรมปีแรมเดือน ได้ผลสรุปออกมาให้ชื้อหุ้นเพียง ครั้งเดียวเท่าน’ั้น หรือบางทีอาจได้ผลสรุปว่า หุ้นที่คำนวณแทบตายนั้น ไม่น่าชื้อเอาเสียเลย ต้องหันหน้าไปวิเคราะห์หุ้นตัวอื่น ๆ อีกต่อไป แล้วก็อาจได้ผลสรุปที่ลงเอยว่าไม่ควรชื้ออีกเหมือนกันก็ได้

นักเล่นหุ้นแบบนักลงทุนจึงมีแต่ในทฤษฎีเท่านั้น!

ในความเป็นจริงไม่มี เพราะถ้าคิดจะซื้อหุ้นเพียงเพื่อหวังแค่เงินปันผลอย่างเดียว โดยไม่มีการคิดจะขายหุ้นออกไปเลยล่ะก็ ไปลงทุนอย่างอื่นดีกว่า ยิ่งถ้าหวังผลตอบแทนแค่เท่ากับเงินฝากธนาคารพาณิชย์ด้วยล่ะก็ ฝากแบงค์ดีกว่าครับ สบายกว่ากัน..แยะเลย ไม่ต้องนั่งวิเคราะห์ให้เมื่อยและไม่ต้องลุ้นว่าผลการวิเคราะห์จะถูกหรือผิดให้ใจตุ้ม ๆ ต้อม ๆ อีกด้วย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *